แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิตามินซี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิตามินซี แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ฝรั่ง : ขุมทรัพย์แห่งวิตามินซี


ฝรั่ง
ฝรั่ง


ส่วนประกอบของฝรั่ง

น้ำ
76.1 %
แคลเซียม
0.01 %
โปรตีน
1.5 %
ฟอสฟอรัส
0.04 %
ไขมัน
0.2 %
ธาตุเหล็ก
1 มิลลิกรัม / 100 กรัม
คาร์โบไฮเดรต
14.5 %
300 มิลลิกรัม / 100 กรัม


คุณสมบัติ
           ฝรั่งมีรสชาติอร่อย ฝาด และหวาน ช่วยเสริมสร้างน้ำอสุจิ ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก มีความเย็นและช่วยรักษาระดับการไหลเวียนของน้ำดี ช่วยให้เจริญอาหาร บรรเทาอาการแสบร้อน รักษาอาการกระวนกระวายประสาทหลอน ลดอาการจิตไม่ปกติ ลดการกระหายน้ำ แก้อาการท้องผูกและฆ่าพยาธิในลำไส้
    ฝรั่งประกอบด้วยวิตามินซี มากกว่าผลไม้ชนิดอื่นๆ รองจากมะขามป้อมเมื่อฝรั่งสุกและนุ่มขึ้น วิตามินซี จะค่อยๆลดลง ส่วนเปลือกและเนื้อในที่ติดกับเปลือกของฝรั่งเป็นแหล่งที่อุดมด้วยวิตามินซี

การใช้ประโยชน์
    ควรรับประทานฝรั่งโดยการเคี้ยวให้ละเอียด แต่ถ้าดื่มน้ำฝรั่งที่เป็นน้ำผลไม้จะได้รับสารอาหารมากกว่า   ทุกๆปริมาตร 100 มิลลิลิตรของน้ำฝรั่งจะประกอบด้วยวิตามินซีถึง 70-170 มิลลิกรัม

คุณประโยชน์
          ฝรั่งมีประสิทธิภาพในการรักษาอาการท้องผูก โรคเรื้อน ช่วยฟอกเลือด และบรรเทาโรคภัยอื่นๆได้

แหล่งอ้างอิง
- หนังสือน้ำผักผลไม้รักษาโรค (ดร.ไดเรน กาลา เขียน , พรพรรณ ศรีคัฒนพรหม แปล)
- รูปภาพสวยๆจากโลกไซเบอร์

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

น้ำผักผลไม้สดรักษาโรค ตอนที่ 5

คืนความสดชื่นและปรับอุณหภูมิร่างกายให้เย็นลง : ดื่มน้ำแตงโม น้ำสับปะรด และ น้ำแอปเปิ้ล


จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ : ดื่มน้ำผึ้ง น้ำมะพร้าวอ่อน น้ำมะละกอ น้ำทับทิม น้ำสับปะรด และน้ำ
กระเทียม



ดวงตา : นอกจากวิตามินเอที่มีความจำเป็นต่อดวงตาแล้ว วิตามินอื่นๆก็มีความสำคัญเช่นกัน จึงควรดื่มน้ำผักผลไม้ที่มีวิตามินและแคลเซียม ดื่มน้ำแครอทผสมน้ำผักประเภทต่างๆ  และลดการบริโภคน้ำตาล

ดีซ่าน : ดื่มน้ำมะระขี้นกในตอนเช้าขณะท้องว่าง ดื่มน้ำฝักเขียวผสมน้ำแครอท น้ำบีทรูท น้ำแตงกวา น้ำ
แอปเปิ้ล น้ำมะละกอ ผสมน้ำขมิ้นเขียว น้ำองุ่น และน้ำส้ม การเคี้ยวอ้อยก็มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคนี้ ควรบริโภคอาหารที่ปราศจากไขมันและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ตกเลือดหรือเลือดไหลไม่หยุด : ดื่มน้ำแอปเปิ้ล น้ำมะนาว และน้ำแครอท



ติดเชื้อจากการสัมผัส : ดื่มน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวและน้ำผึ้ง 1 ช้อนชาขณะท้องว่าง  ดื่มน้ำ 1 แก้วผสมน้ำกระเทียมและน้ำหอมใหญ่อย่างละ 1 ช้อนชา หรือน้ำแครอทผสมน้ำส้ม

ท้องผูก : รับประทานผักและผลไม้สดหรือดื่มน้ำผักผลไม้สด ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ฝึกนิสัยการขับถ่ายให้เป็นปกติ ดื่มน้ำผักโขมและน้ำแครอท หรือดื่มน้ำฝรั่งผสมน้ำแตงกวาและน้ำแอปเปิ้ล บางรายดื่มน้ำมะเดื่อ น้ำฝรั่งและน้ำส้ม

ท้องร่วง : ดื่มน้ำแอปเปิ้ล น้ำกระเทียม น้ำขมิ้นเขียว น้ำมะพร้าวอ่อน น้ำบีทรูท หรือน้ำสับปะรด และพักผ่อนให้เพียงพอ

นอนไม่หลับ : ดื่มน้ำแอปเปิ้ลผสมน้ำฝรั่ง น้ำมันฝรั่งหรือน้ำแครอทผสมน้ำผักโขม หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำผักผลไม้ใดๆหลังหกโมงเย็น

นิ่วในไต : ดื่มน้ำแครอท น้ำแตงกวา น้ำบีทรูท น้ำแอปเปิ้ล และน้ำฟักทอง น้ำมะพร้าวอ่อนก็มีประโยชน์ในการรักษาโรคนี้ หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำผักประเภทใบ การดื่มน้ำผ่านแม่เหล็กมีผลดียิ่งต่อโรคนิ่วในไต


อ่านต่อใน >> น้ำผักผลไม้สดรักษาโรค ตอนที่ 6


แหล่งอ้างอิง
- หนังสือน้ำผักผลไม้รักษาโรค (ดร.ไดเรน กาลา เขียน , พรพรรณ ศรีคัฒนพรหม แปล)
- รูปภาพสวยๆจากโลกไซเบอร์

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Vitamin C



         
               วิตามินซี หรือ กรด แอสคอร์บิก เป็นวิตามินที่สามารถละลายในน้ำได้ ร่างกายไม่สามารถสร้างได้ จึงจำเป็นต้องได้รับโดยการรับประทาน วิตามินซีทำหน้าที่เป็นสารต้าน อนุมูลอิสระในร่างกาย และยังเป็นตัวช่วยที่สำคัญในกระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเนื้อเยื่อเกี่ยวกับผิวหนัง และของเส้นเลือดให้แข็งแรง ไม่เปราะ ยืดหยุ่นได้ดี และการหายของแผลต่างๆ เป็นปกติ

ประโยชน์
  • เสริมสร้างคอลลาเจน เพิ่มความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อต่างๆได้ดี
  • ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
  • ช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน
  • ช่วยลดคลอเลสเตอรอลในเลือด
  • เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
ปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน

United States vitamin C recommendations
Recommended Dietary Allowance (adult male)90 mg per day
Recommended Dietary Allowance (adult female)75 mg per day
Tolerable Upper Intake Level (adult male)2,000 mg per day
Tolerable Upper Intake Level (adult female)2,000 mg per day

 เพศชาย ควรได้รับ ประมาณ 90 mg ต่อวัน แต่ไม่ควรเกิน 2000 mg ต่อวัน
 เพศหญิง ควรได้รับ ประมาณ 75 mg ต่อวัน แต่ไม่ควรเกิน 2000 mg ต่อวัน

ผลข้างเคียงของการรับประทาน

           การรับประทาน วิตามิน ซี ในปริมาณที่มากกว่า 1000 mg อาจจะทำให้เกิดอาการท้องเสีย และการรับประทานขณะท้องว่างจะเกิดอาการระคายเคืองทางเดินอาหาร เนื่องจากความเป็นกรด อาจจะเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ บางครั้งถึงขั้น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว แต่เนื่องจากวิตามินซีสามารถขับออกได้ทางปัสสาวะ จึงควรดื่มน้ำตามมากๆจะช่วยลดอาการเหล่านี้ได้

แหล่งที่พบในอาหาร

แหล่งวิตามินในธรรมชาติจำนวนปริมาณสารอาหารที่ได้รับ
อะเซโรลาเชอรี่น้ำหนัก 100 กรัม1600 มิลิกรัม
ฝรั่งน้ำหนัก 100 กรัม230 มิลลิกรัม
สับปะรด1 ชิ้นใหญ่(โดยเฉลี่ย)20-30 มิลลิกรัม
กะหล่ำดอกน้ำหนัก 100 กรัม49 มิลลิกรัม
บรอกโคลีน้ำหนัก 100 กรัม84 มิลลิกรัม
น้ำมะนาว1 แก้ว(100 กรัม)34 มิลลิกรัม
มันฝรั่งน้ำหนัก 100 กรัม21.3 มิลลิกรัม
กะหล่ำปลีน้ำหนัก 100 กรัม49 มิลลิกรัม
กล้วยชนิดต่างๆ1 ลูก(โดยเฉลี่ย)8.5 มิลลิกรัม
พริกหวาน1 เม็ด(โดยเฉลี่ย)100-120 มิลลิกรัม
ผักโขมน้ำหนัก 100 กรัม76.5 มิลลิกรัม
สตรอว์เบอร์รี่น้ำหนัก 100 กรัม77 มิลลิกรัม
มะเขือเทศน้ำหนัก 100 กรัม21.3 มิลลิกรัม
มะละกอน้ำหนัก 100 กรัม60 มิลลิกรัม

 *เนื่องจากวิตามิน ซี จะสลายตัวได้ดีเมื่อโดนความร้อน จึงไม่ควรต้มหรือผัดนานเกินไป


          ในปัจจุบัน วิตามิน ซี  มีมากมายหลายรูปแบบให้เลือก ทั้งในรูปของเม็ด แคปซูล วิตามินรวม ผงแห้ง หรืออื่นๆอีกมากมาย เพราะฉะนั้นจึงควรรับประทานวิตามิน ซี  เพื่อสุขภาพที่ดีกันน่ะครับ

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลดีดี
- http://en.wikipedia.org/wiki/Vitamin_C
- http://www.vibhavadi.com/web/health_detail.php?id=419
- http://th.wikipedia.org/wiki/วิตามินซี
- รูปภาพสวยๆจากโลกไซเบอร์